Top

 Fukushima ดินแดนแห่งซามูไรและสาเก ตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น เป็นที่ๆมีความสวยงามหลากหลาย ทั้งภูเขา และเมืองติดทะเล ทริปนี้เราจะใช้เวลาตะลุยในฟูกูชิมะ ถึง7วัน !! 

Day1: Tokyo-Fukushima

อากาศกำลังหนาวพร้อมแสงแดดอุ่นๆ เราบินมาถึงสนามบินนาริตะที่โตเกียวในช่วงสายๆ ด้วยสายการบินหางแดง โชคดีว่าเมื่อคืนไม่มีใครนั่งข้างๆ จึงพับเบาะนอนแผ่ได้สบายๆ.. เอาล่ะวันนี้เราจะเดินเล่นในโตเกียวช็อปปิ้งนิดหน่อย ตกเย็นรอขึ้นรถไฟตอนค่ำไปที่ Aizuwakamatsu เมืองหนึ่งในจังหวัดฟุคุชิมะ

การเดินทางมายังเมือง Aizuwakamatsu

         การเดินทางมายังเมืองนี้นั้นสะดวกมากๆ มีทั้งรถไฟความเร็วสูง รถบัส และรถยนต์ส่วนตัว แต่วิธีที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่สุดคือ “รถไฟ” จะใช้เวลาเพียง 3.14ชม. สามารถซื้อตั๋วรถไฟได้ที่สนามบินหรือซื้อ JR EAST Pass บัตรโดยสารราคาพิเศษมาล่วงหน้าจากช่องทางออนไลน์ 

รูทการเดินทางมายังเมือง AIZU โดยรถไฟ

TOKYO >> KORIYAMA >> AIZUWAKAMATSU

ขึ้นรถไฟชินคันเซ็นเดินทางออกจากโตเกียว ใช้เวลา 1ชม.กว่าๆ มาถึงสถานี KORIYAMA แล้วเปลี่ยนขบวนที่สถานีนี้ มุ่งหน้ามายังเมือง AIZUWAKAMATSU ใช้เวลาอีกประมาณ 1.17 ชม.

 

ในที่สุดโซเนียก็เดินทางมาถึงเมือง AIZU ในเวลา 22.30ขึ้นแท็กซี่จากหน้าสถานีไปยังที่พัก ที่จองผ่าน AirBnB เพื่อพักผ่อนในคืนนี้ 

Day2: AIZUWAKAMATSU

เช้านี้ออกจากที่พัก มุ่งหน้าไปยังที่พักแห่งใหม่ ที่จองกับ AirBnB เช่นเดิม ซึ่งโซเนียจะนอนที่นั่นถึงสองคืน เหตุผลที่มานอนที่นี่มีเหตุผลเดียวคือจะได้ใช้ชีวิตกับชาวญี่ปุ่นจริงๆค่ะ โฮสชาวญี่ปุ่นรายนี้ให้บริการนักท่องเที่ยวมาแล้วมากมาย ด้วยความให้มาใช้ชีวิตที่บ้าน พร้อมกับพาเที่ยวรอบๆเมืองในฉบับของลุงป้าด้วย มันจะอบอุ่นประทับใจแค่ไหนต้องติดตามค่ะ 

 

เราจองมานอนที่บ้านคุณลุงป้าเป็นเวลา3วัน2คืน ในราคา 9000฿                                                               หากสนใจอยากมาพักที่นี่เหมือนกัน >> คลิ๊ก

Note :: หากใครอยากจองนอนโรงแรมธรรมดา ที่นี่ขึ้นชื่อที่พักแบบ Ryukan แบบวิวสวยๆว้าวๆเลยค่ะ 

บ้านของคุณลุงคุณป้า น่ารักและสบายมากๆ คุณป้าพาเราขึ้นไปนอนบนชั้นสอง มีเครื่องทำความร้อน มีที่นอนให้บริการพร้อมมาก แต่ห้องน้ำต้องใช้ชั้นล่างห้องเดียวเท่านั้น พอเราไปถึงเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว คุณลุงคุณป้าก็เรียกเรามานั่งในห้องเพื่อประชุมว่า สามวันที่เรามาอยู่นั้น อยากไปเที่ยวไหนบ้าง ป้าจะจัดให้ค่ะ มีแฟ้มพร้อมข้อมูลภาษาอังกฤษให้อ่านด้วย จะได้เลือกง่ายๆนั่นเอง พอจิ้มๆชี้ๆ ป้าก็จะจดไว้แล้ววางแผนให้ค่ะ ว่าควรไปไหนวันไหน

 

และวันนี้เราเริ่มวันด้วยการที่คุณป้าจะพาเราไปนั่งทานอาหารญี่ปุ่นที่ร้านประจำในเมือง แล้วจะไปหมู่บ้านบนเขาต่อ

1.Ouchi-Juku village หมู่บ้านบนเขา

Ouchi Juku เป็นเมืองหลังยุคเอโดะที่ได้รับการบูรณะอย่างทั่วถึง (1603-1868) บนถนนอันเก่าแก่ชื่อว่า Aizu Nishi Kaido ซึ่งเป็นเส้นทางจราจรหลักในสมัยนั้นที่เชื่อมระหว่างเมือง Aizuwakamatsu กับ Nikko และโดยการขยาย Edo (ปัจจุบันคือโตเกียว) ที่ซ่อนตัวอยู่ในภูเขาทางตะวันตกของจังหวัดฟุกุชิมะ ในโทโฮคุ ห่างจากเมืองไอสุวากามัตสึทางใต้ประมาณ 20 กม. 

Ouchi Jukuหมู่บ้านที่ซึ่งมีบ้านที่หลังคามุงจากแบบดั้งเดิมแบบนี้ และด้วยว่าการตั้งถิ่นฐานที่เป็นประวัติศาสตร์ลักษณะนี้หายากมากในญี่ปุ่น จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

หมู่บ้านเล็กๆบนเขาอันมีเอกลักษณ์แบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่นแบบนี้ มีการปรับอาคารให้เป็นร้านค้า โรงแรมขนาดเล็ก และร้านอาหาร อาคารหลายหลังได้รับการอนุรักษ์ไว้ด้วย 

เราไปถึงตอนที่หิมะกำลังเริ่มตกหนักพอดี ทำให้การเดินเที่ยว ถ่ายรูปทำได้ยากขึ้น และมีร้านหลายร้านยังปิดอยู่ ร้านค้าที่นี่ส่วนมากก็ยังคงอนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ได้ เดินไปตามทางจะเจอร้านขายดังโงะแบบนี้ อย่าลืมลองซื้อทานดูนะคะ หนาวๆแล้วได้ทานดังโงะร้อนๆช่วยได้มากจริงๆ ที่สำคัญคุณป้าคนขายใจดีมากๆเลยด้วยค่ะ 🙂 

เราเดินอยู่ที่นั่นชมสิ่งต่างๆได้ประมาณชั่วโมงนึง คุณป้าแนะนำให้เรารีบกลับ เพราะว่าทางกลับอาจจะลำบากถ้าหิมะตกหนักกว่านี้.. ตอนไปยังไม่มีหิมะนะ พอไปถึงปุ๊บตกเลย ฮ่าๆ ขากลับแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตด้วย คุณป้าให้เราซื้ออาหารที่เราอยากทานเข้าไปแล้วเดี๋ยวคุณป้าก็จะซื้อของคุณป้าด้วยแล้วเราจะมานั่งแชร์กันทานที่บ้านเย็นนี้ค่ะ… แล้วที่สำคัญ คุณป้าสอนเราชงชาด้วย เพราะเราเผลอพูดไปว่าชอบทานม๊ากกกกก แกก็หิ้วกระติกมาเลย ฮ่าๆ  

Day3 : เรียนทำโซบะ-ไปโรงเรียนซามูไร

2.เรียนทำโซบะ

ตื่นแต่เช้า มาทานอาหารเช้าที่คุณลุงทำเตรียมไว้ให้.. แล้วคุณป้าก็ขับรถพามาโรงเรียนทำโซบะของเมืองนี้ จริงๆไม่มีอยู่ในแพลนให้เลือกค่ะ แต่โซเนียพูดคุยกับคุณป้าว่าอยากเรียนอะไรสักอย่างที่เป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่นด้วย อะไรก็ได้ที่ชาวบ้านเขาเรียนหรือทำกัน คุณป้าก็ปิ๊ง!! ไอเดีย บอกว่าไปเรียนทำโซบะกัน มีโรงเรียนสอน (ซึ่งน่าจะไม่มีให้จองมาเรียนแบบออนไลน์ต้องผ่านคนพื้นที่เท่านั้น) แล้วเราก็มาอยู่ที่นี่แล้ว 

ที่โรงเรียนทำโซบะไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ มีคุณป้าเป็นล่ามให้ค่ะ เรียนทำตั้งแต่ผสมแป้ง จนนวดแป้งและหั่นออกมาเป็นเส้นๆด้วยมือทั้งหมด คุณครูคนที่สอนก็ใจดีมากๆ อยากจะบอกว่าการทำโซบะมันไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิด มันมีเทคนิคที่ต้องจำเยอะเลย นวดไปทางไหน พับไปทางไหน.. ในรูปนี้ก็คือคนที่มาเรียนเป็นชาวบ้านในเมืองนี้ค่ะ 

ซึ่งพอเรียนเสร็จ หั่นเสร็จ เขาจะเอาโซบะของเราค่ะไปลวกทำโซบะเย็นให้ทาน.. ซึ่งตรงนี้คือพีคมาก เพราะทำออกมาเยอะสุดๆ ก็คือม้วนทั้งม้วนที่เห็นในรูปนั่นเลยค่ะ หั่นออกมาได้ประมาณห้าหกถ้วยได้มั้ง ที่ร้านเล่นลวกหมดนั่นเลย T-T จุกสุดๆ อิ่มแล้วคุณป้าจะไปดรอปเราทิ้งไว้ที่สถานที่ถัดไป นั่นคือโรงเรียนซามูไร

3.โรงเรียนซามูไร Nisshinkan

   บุตรชายของตระกูลซามูไรได้เข้าร่วมกลุ่มที่เรียกว่า “จู” ซึ่งก่อตั้งโดยเด็กประมาณ 10 คนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความคิดและจิตวิญญาณของซามูไรไอสึ ตามหลักจรรยาบรรณที่เรียกว่า “จูโนะโอคิเตะ” ที่มีวลีปิดท้ายว่า “อย่าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ”

ในโรงเรียนเด็กๆจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดมากในฐานะเด็กซามูไร ให้มีจิตวิญญาณของซามูไรไอสึ เช่น “ดำเนินชีวิตในความชอบธรรมโดยไม่แสวงหาผลกำไร” เพื่อเด็กๆเหล่านี้จะเจริญรอยตามการเป็นซามูไรของตระกูล 

 Nisshinkanจึงเป็นโรงเรียนสำหรับลูกหลานของตระกูล Aizu (ปัจจุบันคือจังหวัด Fukushima) สร้างขึ้นในปี 1803 โดยเมื่อสิ้นสุดยุคซามูไรมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเด็กๆรุ่นเยาว์ เข้าเรียนเมื่ออายุได้ 10 ขวบและทำงานด้านวิชาการและการออกกำลังกายรวมถึงศิลปะการต่อสู้เพื่อปลูกฝังวินัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ     โรงเรียนได้ผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถมากมาย ภายในพื้นที่ 26,000ตรม.     มีหอศิลปะการต่อสู้ หอดูดาว และสระว่ายน้ำที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสระว่ายน้ำที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

 

นิชชินคันปัจจุบันได้รับการบูรณะอย่างสมบูรณ์ ยึกการออกแบบ แบบดั้งเดิม ได้จัดแสดงสถาปัตยกรรมอันงดงามของสมัยเอโดะ (1603-1868) และวิธีที่เด็กๆ ศึกษาในสมัยก่อน 

คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์การยิงธนูแบบญี่ปุ่นและ “ซาเซ็น (การทำสมาธิแบบเซน)” ได้ เช่นเดียวกับการระบายสีสิ่งของโชคลาภ “Akabeko” ที่มีต้นกำเนิดในภูมิภาคไอสึ

ภายในมีอาคารเรียน อาคารฝึกซ้อม ทำกิจกรรมต่างๆอยู่หลายส่วน มีบริเวณกว้างมาก

เมื่อซื้อตั๋วเข้ามาจะมีห้องโถงที่จะฉายวีดีโอประวัติของที่นี่ให้เราได้ชมค่ะ  ใช้เวลาสักครู่นึงจบแล้วไกด์จะพาไปทำกิจกรรมแรกก็คือการเพนท์ วัวแดง”Akabeko”  ซึ่งวัวแดงจะเป็นสัญลักษณ์ความโชคดีของเมืองนี้ค่ะ ถ้าคุณได้มา คุณจะพบรูปวัวแดงนี้ติดตามที่ต่างๆ หลายๆ ที่เลย…. และหลังจากเพนท์

 

เราจะไปเดินชมส่วนต่างๆของโรงเรียน ซึ่งในนี้คุณจะได้เรียนรู้ว่ากว่าการจะมาเป็นซามูไรเขามีการฝึกและเรียนอะไรบ้าง และมีกิจกรรมนึงที่เราสามารถลองได้ด้วยนั่นก็คือ การเรียนยิงธนู เป็นธนูแบบสมัยโบราณจริงๆค่ะ คนที่ไม่จับธนูมาก่อนแบบเราก็ถือว่ามึนพอสมควร 55 

เราใช้เวลาไปกี่ชม.ในนี้ไม่แน่ใจ แต่ไม่รีบเลย เพลินๆเดินตามไกด์ ซึ่งไกด์น่ารักมากๆค่ะ เสร็จกลับออกมากคุณลุงก็จอดรถรอรับเราอยู่ลานจอดรถซึ่งอากาศหนาวมากในตอนนั้น… แล้วคุณลุงก็ขับรถพาไปทิ้งไว้ที่ต่อไป นั่นคือปราสาทในเมือง และขากลับเราขอกลับเอง…

 

ค่าบริการ : 620 เยน

การเดินทาง :: Katou Area Community bus (MINAZURU-GO) ประมาณ 25นาที หรือรถแท็กซี่จากสถานีรถไฟในเมือง เพียง 15นาที

4. ปราสาท Tsuruga Castle

ที่หมายสุดท้ายของวันนี้ คือการไปเยี่ยมชมปราสาทสึรุงะ-โจ ที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1384 ถูกเปลี่ยนผู้ปกครองมาหลายครั้ง และถูกทำลายหลังจากสงครามโบชินในปี 1868 แต่ได้รับการบูรณะใหม่อย่างเป็นรูปธรรมในปี 1960 และได้รับการปรับปรุงใหม่เสร็จสิ้นในปี 2011 ภายในคุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของซามูไรและมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองแบบ 360 องศาจากด้านบนของปราสาท .

ตรงนี้คือทางเข้า ที่ซื้อตั๋ว ซึ่งไม่อนุญาติให้ถ่ายรูปภายในปราสาท  

ค่าเข้าชม :: 410 เยน

การเดินทาง ::  ขึ้นรถบัสเที่ยวรอบเมือง Haikara-san หรือ Akabe  ลงที่ป้าย “Iimoriyama-Shita”เดินประมาณ 5 นาที   

ด้วยความที่เรามาถึงตอนเย็น อากาศเริ่มหนาว ฟ้าก็เริ่มมืดจึงถ่ายรูปได้ไม่เยอะมากก็ ชิมไอศกรีม ขนมที่นั่น เดินชมวิว ถ่ายแสงสุดท้ายของวัน ในจุดนั้นจะเห็นวิวเมืองด้วย.. เสร็จแล้วเราก็ ดูแมพ แวะร้านสะดวกซื้อแล้วเดินกลับบ้าน ใช่!! เราเดิน คุณป้าบอกว่าเย็นนี้จะมีปาร์ตี้โอเด้ง ลูกศิษย์ของลุงป้าจะมาจอยด้วย…. คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่เราพักที่บ้านหลังนี้

ปาร์ตี้โอเด้ง..ในค่ำคืนนั้นเราสนุกมาก ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนอะไรต่างๆมากมาย มีการคิดชื่อพวกเราเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ ได้ชิมโอเด้งจริงๆ และอาหารญี่ปุ่นอื่นๆอีกหลายเมนูที่ลุงป้าเตรียมไว้ให้ด้วย ไม่ผิดหวังที่เลือกมาพักที่นี่ เพราะสิ่งเหล่านี้เราหาไม่ได้จากการไปนอนโรงแรมแพงๆ เป็นประสบการณ์ที่อบอุ่นใจไปอีกนานเลยค่ะ 

Day4 : Go to Iwaki

วันนี้เราต้องจากกับลุงป้าแล้ว เตรียมตัวเดินทางไปอีกเมืองนึง เป็นเมืองชายทะเลที่ชื่อว่า “อิวากิ” แต่ลุงป้าจะไปส่งเราครึ่งทาง ที่ซึ่งจะมีรถเมล์ไปสถานีรถไฟอีกทีนึงเรื่องมันมีอยู่ว่าระหว่างนี่สิ มีอะไรให้แวะหลายที่เลย 

5.Inwahiro lake

ทะเลสาบอินาวาชิโระทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับที่4ของญี่ปุ่น มีชื่อเรียกว้าวๆว่า ‘Heavenly Mirror Lake’ หรือทะเลสาบกระจกสวรรค์ เป็นหนึ่งที่ ที่ควรมาเมื่อมาจังหวัดฟุคุชิมะตั้งอยู่ทิศใต้ของภูเขาบันได ซึ่งเมื่อเรามาถึง เราก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงเรียกว่า ทะเลสาบกระจกสวรรค์!! 

เป็นทะเลสาบที่สวยมากจริงๆค่ะ มีเป็ดว่ายน้ำอยู่เต็มไปหมดเลย พร้อมกับความสะอาดของน้ำที่สะท้อนให้เห็นวิวภูเขาด้านหลัง ซึ่งสะกดสายตาเราไว้ได้ อยากจะหยุดอยู่ตรงนี้นานๆเลยค่ะ ถ่ายรูปไปเยอะเลย สวยจริงๆ

ถ่ายรูปกับคุณป้าสักหน่อย ขอบคุณที่พามาแวะที่นี่ค่ะมีความสุขและเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ใช้เวลาที่นี่อีกสักพัก คุณป้าพาเราไปพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ใกล้ๆค่ะแล้วแนะนำเราว่า เราต้องเข้าไป เพราะมีความสำคัญกับญี่ปุ่นมากจริงๆแล้วก็ร่ำลาแยกย้ายกันที่ตรงนั้นค่ะ หวิวๆอยู่เหมือนกันเพราะอยู่ด้วยกันตั้งหลายวัน วันนี้ไม่มีใครแล้ว 

6.Hideyo nogushi memorial Museum

วันนี้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อุทิศให้กับ “ฮิเดโยะ โนกุจิ” นักแบคทีเรียวิทยาที่มีชื่อเสียงจากเมืองอินาวาชิโระ ฟุกุชิมะ เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบลถึงสามครั้ง และภาพเหมือนของเขาถูกบันทึกไว้ในธนบัตร 1,000 เยนของญี่ปุ่นนั่นเอง  ภายในพิพิธภัณฑ์

บ้านที่เขาเกิดและเติบโตจริงๆได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีอยู่ในที่แห่งนี้ ภายในยังคงสภาพต่างๆไว้อย่างดี ผู้เยี่ยมชมสามารถเห็นเตาผิงที่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสที่มือซ้ายของเขาเมื่ออายุ 18 เดือน

พิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงชีวิตที่วุ่นวายของเขาตามลำดับเวลาจนถึงอายุ 51 เมื่อเขายอมจำนนต่อไข้เหลืองที่เขาค้นคว้า

นิทรรศการนี้ประกอบด้วยเอกสารทางวิทยาศาสตร์และของใช้ส่วนตัว เช่น จดหมายและรายงานของโรงเรียน ซึ่งผู้เข้าชมสามารถสัมผัสได้ถึงบุคลิกของเขา เพลิดเพลินกับการเรียนรู้เกี่ยวกับโลกที่มองไม่เห็นของแบคทีเรียด้วยการจัดแสดงแบบอัจฉริยะ

เราใช้เวลาหลงเข้าไปในที่แห่งนี้อยู่ไม่น้อย ได้เข้าใจชีวิตของนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งที่มีความสำคัญต่อประเทศญี่ปุ่น ไม่เพียงแต่ได้ความรู้เท่านั้น เรายังได้ความสนุกด้วย เพราะมีกิจกรรมให้เราทำไปด้วยตลอดทางเลย เสร็จจากที่นี่แล้ว เราก็ไปเดินเล่นร้านของฝาก และไปเตรียมรอขึ้นรถเมล์ไปสถานีรถไฟ ที่หน้าพิพิธภัณฑ์ 

 

ค่าเข้าชม :: 600เยน

การเดินทาง :: นั่งรถไฟมายังสถานี Inawashiro ได้โดยใช้สาย JR Banetsu-sai จาก Aizu-Wakamatsu (30 นาที 510 เยน รถไฟรายชั่วโมง) หรือจาก Koriyama (40 นาที 680 เยน รถไฟรายชั่วโมง)

 

 

วิวรอรถเมล์ที่นี่คือสวยยยยยยยยยยมาก ไม่รู้จะบรรยายยังไงเลยค่ะ ล้อมรอบไปด้วยภูเขาสวยๆ

นี่คือถนนหน้าพิพิธภัณฑ์ แค่หน้าถนนเราก็เดินถ่ายรูปด้วยอยู่หลายแชะเลยค่ะ 

ระหว่างรอรถเมล์ เราเจอครอบครัวคนญี่ปุ่นที่ใจดีมากๆเข้ามาคุยด้วย และเขาดีใจมากที่เราเป็นคนไทย เพราะเขามาเที่ยวประเทศไทยจนนับครั้งไม่ถ้วนเลย แฮปปี้มาก

คุณป้าและคุณยายในครอบครัวนั้นไม่เพียงแต่ดีใจที่เจอเรา ยังแบ่งขนมและพาเราไปซื้อตั๋วรถไฟด้วย เพราะว่าตั๋วที่เราเลือกนั้นเหมือนจะซื้อผิดที่ ฮ่าๆถ้าไม่ได้พวกเขาช่วยไว้ คืนนี้เราอาจจะไปโผล่ที่อื่นแน่ๆ 

7.เมืองIWAKI

เรานั่งเหงาอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนรถไฟ เพราะคิดถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้กับหลายคนในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานั้นมันอบอุ่นมาก แต่เราก็ต้องไปต่อ ใช้เวลาบนรถไฟอยู่หลายชั่วโมง นั่งมองข้างทางที่ผ่านตาไปเรื่อยๆ เป็นข้างทางที่ไม่คุ้นเคยสักนิดเลยในชีวิต.. และในที่สุดเรามาถึงเมือง อิวากิ ในช่วงค่ำๆ ลากกระเป๋าแวะซื้อของกินในร้านสะดวกซื้อ นั่งกินข้างทางแล้วลากกระเป๋าพะรุงพะรัง ไปเช็กอินเข้าที่พัก พรุ่งนี้ยังคงอีกยาวนาน…. 

Day5 : ไปอควาเรียม Aquamarine Fukushima

8.aquamarine Fukushima

อควาเรียมที่ตั้งอยู่ในเมือง อิวากิ จังหวัดฟุกุชิมะ ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งที่หันไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก มีการแสดงปลาหลากหลายสายพันธุ์ หลายระบบนิเวศในน่านน้ำของจังหวัดฟุกุชิมะและส่วนต่างๆ ของโลกได้อย่างลงตัวเพราะการออกแบบที่นี่นั้นเรียกได้ว่าน่าสนใจมากๆเลยค่ะ  ที่แห่งนี้เคยได้รับความเสียหายจากสึนามิเมื่อเดือนมีนาคม 2554 แต่เปิดอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2554

เราตื่นเช้าออกมาจากโรงแรม แวะซื้อขนมที่ร้านสะดวกซื้อและไปรอขึ้นรถเมล์ที่สถานีใหญ่ของเมือง มีคนมารอเพื่อขึ้นรถไปยังที่ต่างๆมากมายเลย มีจุดที่เป็นห้องนั่งรถสบายๆพร้อมเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้วย แต่รถของเรานั้นต้องรอข้างนอก.. เพื่อมายังที่นี่โดยเฉพาะเลย (ข้อเสียคือรถเมล์ไม่มีภาษาอังกฤษเลยค่ะ) ต้องจดใส่กระดาษจากในอินเตอร์เน็ตมาแล้วมาเทียบตัวอักษรญี่ปุ่นเอา T-T  และสุดท้ายเราก็มั่วมาจนถึงจนได้ รถไม่ได้จอดข้างหน้าอควาเรียมโดยตรง แต่ต้องลงจุดก่อนถึงแล้วเดินเอานิดหน่อยค่ะ 

เดินเข้าไปเจอจุดซื้อตั๋ว ซื้อเสร็จแล้วก็เดินไปตามป้ายได้เลย.. การออกแบบทางเดินทางเข้าก็จะงงๆและน่าประหลาดใจนิดหน่อย มีส่วนแสดงเล็กๆตามทางเดินซึ่งกว่าจะเข้าถึงตัวตึกนั้นใช้เวลาสักครู่ 

ภายในใหญ่มากจริงๆค่ะ มีหลายส่วน หลายมุม หลายประเภทของการแสดงแบ่งแยกเอาไว้ แล้วแต่ละจุดที่ถ่ายรูปคือว้าวหลายจุดเลย ที่ชอบจุดนึงในนี้คือมีการแสดงปลาซีลาแคนซ์ด้วยค่ะ เป็นปลายุคโบราณหลายพันปีที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ก็เพิ่งมาค้นพบตัวเป็นๆยังมีชีวิตอยู่หลายจุดของโลกแต่ที่นี่เป็นตัวที่ตายแล้วนะคะ 

ในนี้ไม่ได้มีเพียงแต่ปลาเท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ชนิดอื่นๆด้วย เช่นนากทะเล แมวน้ำ สิงโตทะเล นกเพนกวิน

เราใช้เวลาในนี้จนลืมเวลาไปเลยค่ะ เพราะความกว้างใหญ่และได้เรียนรู้สัตว์ทะเลหน้าตาไม่คุ้นเคย ออกมาอีกทีก็เป็นเวลาเย็นซะแล้ว.. เมื่อถึงเวลากลับออกมาข้างนอก แทนที่จะขึ้นรถกลับเลย เราเดินเลาะมาข้างๆเพื่อจะชมตลาดปลาสักหน่อย 

 

 

การเดินทาง :: จากสถานี Yumoto ขึ้นรถบัสที่มุ่งหน้าไปยัง Onahama (小名浜) และลงที่ป้าย Onahama (ใช้เวลา25 นาที ราคา 530 เยน รถบัส 1-2 คัน/ชั่วโมง) จากนั้นเดิน 15-20 นาทีไปยังพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

หรือจากสถานี Izumi ซึ่งให้บริการโดยรถไฟด่วนพิเศษตามสาย JR Joban ให้ขึ้นรถบัสที่มุ่งหน้าไปยัง Onahama/Ena (小名浜・江名) และลงที่ป้ายรถบัส Shisho Iriguchi (支所入口) (10 นาที, 280 เยน รถบัส 2 คัน/ชั่วโมง) จากนั้นเดิน 10-15 นาทีถึงพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

 

ค่าเข้าชม :: 1850เยน 

 

 

8.ตลาดปลา Onahamauo market

ตลาดปลาแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำฟุกุชิมะเลยค่ะ เดินเท้าออกมาเพียงไม่ไกลก็จะพบตลาดปลาในร่ม ที่สะอาดเป็นระเบียบ คล้ายๆซุปเปอร์มาเก็ตแต่ข้างในเต็มไปด้วยอาหารทะเล

ตลาดปลาที่นี่ไม่ใหญ่มาก แต่มีสินค้ามากมายเลย มีแบบที่สามารถซื้อทานได้เลยก็มีค่ะ เดินซื้อไปชิมไปก็หลายอย่าง บวกกับข้างในอากาศอุ่นกว่าข้างนอกทำให้เดินได้นาน เดินออกจากตลาดปลาก็มืดพอดีอากาศก็หนาวขึ้นพร้อมพระอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าไปแล้ว.. และเราหาวิธีมาแต่ลืมหาวิธีกลับเข้าไปในเมืองค่ะ…….!!

แบตมือถือก็หมด สิ่งเดียวที่ทำคือมาลงตรงไหน ก็ไปรอรถตรงข้ามเลย มีรถเมล์ผ่านมาหลายคัน เราแค่มองหาอักษรญี่ปุ่นสักตัวที่เราจำได้ แล้วก็กระโดดขึ้นมาเลย โชคดีว่า.. ถูกคัน 

เข้ามาถึงในเมืองก็ค่ำๆลงรถหน้าห้างสรรพสินค้า เข้าไปหาซื้ออะไรในซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเอากลับไปทานที่โรงแรม.. ข้อดีคือช่วงเวลานี้อาหารเริ่มเซลล์เยอะเลย วันนี้เป็นวันที่เดินเยอะเหนื่อยมากจริงๆค่ะ แต่ก็สนุกมากๆอีกวันนึงที่ได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกอีกใบ กว่าจะกลับถึงโรงแรมร่างแทบพังค่ะ ฮ่าๆ 

Day6 : ไปเที่ยววัดเดินเล่นในเมือง พักผ่อนหนึ่งวัน

การที่ตื่นแต่เช้าทุกวันและเดินทาง เดินทางลากกระเป๋าใบใหญ่ไม่พักเลยมาหลายวันนั้น จริงๆก็ทำให้เราเหนื่อยและอ่อนล้าพอสมควร วันนี้จึงขออนุญาตให้ตัวเองพักผ่อน 1 วัน วันนี้จะเป็นวันสบายๆ เดินเล่น นั่งรถเล่น ชิมขนมอร่อยๆให้เยอะๆเลยค่ะ สายๆนี้จึงคิดว่าลองนั่งรถเล่นไม่ไกล ไปวัดนี้ดีกว่า.. 

1.Shiramizu amaidado temple

วัดชิรามิซุ อามิดาโดะ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1160 โดยเจ้าหญิงโทคุฮิเมะแห่งตระกูลโอชู ฟูจิวาระ  เป็นอาคารแห่งเดียวในจังหวัดฟุกุชิมะที่ได้รับการกำหนดให้เป็นสมบัติของชาติ ภายในห้องโถงมีรูปปั้นไม้ของอามิดะ เนียวไร รวมทั้งพระพุทธรูปอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เช่น คันนง โบซัตสึ และมีสวนที่เรียกว่า Jodo Teien (Jodo หรือ “ดินแดนบริสุทธิ์” เป็นสวรรค์ของชาวพุทธ) ที่แห่งนี้มีความสวยงามตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไปและจะสวยมากๆในฤดูร้อน 

ขึ้นรถบัสรูปปลา สังเกตง่ายเวียนทั่วเมือง นั่งมาจนถึงจุดที่ให้ลง จะเป็นจุดที่เล็กมากๆ ไม่ค่อยมีคน เป็นถนนเล็กๆ ลงมาสังเกตป้าย แล้วก็เดินตามป้ายมาเลย..

เดินมานิดนึงก็ถึงแล้วค่ะ ก่อนจะเข้าวัดสังเกตง่ายๆเลยคือจะมีสะพานสีส้มๆ สะกดสายตาเราเอาไว้เลย เดินข้ามไป และเดินอีกนิดนึงก็จะเจออีกสะพาน ถึงวัดพอดี 

ภายในสวยและเรียบง่ายมาก ที่สำคัญสงบและไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน เป็นส่วนตัว ไม่แปลกว่าทำไมถึงมีนักเขียนหลายคนกล่าวถึงที่นี่เปรียบเทียบกับสรวงสรรค์เลย เพราะทั้งบรรยากาศ ธรรมชาติ และสัตว์ ต่างอยู่ด้วยกันลงตัวอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ 

เดินเข้าไปมีเสียค่าเข้านิดหน่อย.. เดินชมสิ่งต่างๆ ไหว้พระในวัด นั่งพักผ่อนได้แป๊บเดียวก็ต้องรีบกลับค่ะเพราะว่าหนาวมากๆ หิมะกำลังโปรยปรายลงมาเลย ขากลับก็ไปขึ้นรถตรงจุดที่เราลงมาเมื่อกี้เหมือนเดิม นั่งรถเล่น มองข้างทางไปเรื่อยๆ 

ตอนกลับเราเลือกลงในเมืองอีกจุดนึงไม่ไกลกับที่พักและสถานีรถมากนัก เดินเที่ยวเล่นริมถนน ถ่ายรูปไปเรื่อย เพราะในเมืองยังไม่มีหิมะตก ช่วงบ่ายแก่ๆหลังจากที่เดินจนเหนื่อยแล้วก็แวะเข้าไปในห้างสรรพสินค้า ช็อปปิ้งซื้อของอะไรต่างๆที่ดูน่าสนใจ.. กลับออกมาก็เย็นเกือบค่ำพอดี 

ด้วยความที่เดินทางมาหลายวัน ทานแต่อาหารในร้านสะดวกซื้อซะส่วนใหญ่เพราะรีบ.. วันนี้วันสุดท้ายที่จะอยู่เมืองนี้และมีเวลาชิลๆ เราขอให้รางวัลตัวเองด้วยการทานอาหารในร้าน ซึ่งการเลือกร้านนั้นไม่มีอะไรมากเลยค่ะ แค่สุ่ม.. เข้ามาในร้านก็ไม่ชินเท่าไหร่ ร้านเป็นแบบห้องใครห้องมัน เข้ามาในห้องอุ่นๆ ถอดเสื้อ มีพนักงานมาบริการเป็นอย่างดี รู้สึกเหงาดี แต่อาหารคืออร่อยมาก ลืมเหงาไปเลยทานเสร็จกลับโรงแรม เก็บของ พักผ่อนและวางแผนวันต่อไปค่ะ.. 

Day7 : นั่งรถไฟไปดูเมืองร้าง-กลับโตเกียว

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะใช้ในเมืองอิวากิและในจังหวัดฟุกุชิมะ… ที่ไม่เหลือเวลามากมายให้พอทำอะไรได้ แต่ก็ยังเป็นเวลาที่มากพอจะมาเยี่ยมชมร่องลอยของโศกนาฎกรรมที่เคยเกิดกับผู้คนที่น่ารักแห่งเมืองริมทะเลแห่งนี้ ทว่าด้วยหัวใจของความไม่ยอมแพ้ของผู้คนที่นี่ ทำให้ที่แห่งนี้กลับมาฟื้นฟูเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 ผู้คนในเมืองชายฝั่งแห่งนี้ต้องอพยพออกจากหมู่บ้านอย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่มีแม้แต่เวลาจะเก็บของสำคัญ เพราะแรงระเบิดของเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์ในโรงงานไฟโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลโอกูมะ อำเภอฟูตาบะจังหวัดฟูกูชิมะ ได้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุมาจากสึนามิและแผ่นดินไหว ทำให้โรงงานไฟฟ้าที่เป็น1ใน15โรงงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่รุนแรงที่สุดนับจากเหตุที่เคยเกิดขึ้นที่เชอร์โนบิล ในปี 2529

 

 

ประชาชนในบริเวณแห่งนั้นจึงเดือดร้อนไร้บ้านอาศัยและไม่สามารถกลับมาบ้านของตนเองได้นานนับปี..
เมื่อ
เวลาก็ล่วงเลยไปแล้วเกือบ6ปีได้มีการกลับเข้าไปฟื้นฟูบูรณะหมู่บ้านต่างๆขึ้นอีกครั้งแม้ว่าจะยังไม่ได้เกิดการฟื้นฟูเต็มรูปแบบแต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี..  กัมมันตรังสีไม่รุนแรงจนเป็นอันตรายเท่าเมื่อก่อนอีกแล้ว… เราจึงเลือกแวะมาชมบรรยากาศที่แห่งนี้ โดยการตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อมาขึ้นรถไฟ… การได้เห็นพระอาทิตย์แรกของวันนี้ผ่านหน้าต่างรถไฟและวิวทะเลที่สงบราบเรียบนั้นก็เป็นประสบการณ์ที่รู้สึกชื่นใจไม่น้อยทีเดียว 

ลงจากสถานีรถไฟ พบเจอผู้คนจำนวนหนึ่งลงสถานีมาก็ขึ้นรถบัสไปกันจนหมด เราเดินเล่นรอบๆใกล้ๆบริเวณนั้น แวะเข้ามินิมาร์ทเจอคุณป้าผู้ดูแลยิ้มแย้มแจ่มใส เราทักทายซื้ออะไรร้อนๆนั่งทานที่ตรงนั้น รอเวลารถไฟกลับเข้าเมืองเพื่อกลับโตเกียว..จริงๆข้อมูลที่เราหาก่อนมามีบริการขายทัวร์เพื่อมาที่นี่ มาชมเชิงสารคดี โดยผู้ที่เปรียบเสมือนนักวิทยาศาสตร์ที่เคยใช้ชีวิตตรงนี้มานำทางเป็นไกด์ มีนักท่องเที่ยวมากมายที่เลือกมาชมที่นี่ค่ะ แต่แค่ไม่ได้หาทัวร์เจอได้ง่ายๆเท่านั้นเอง เราติดต่อคุณลุงที่ทำงานตรงนี้ไปแต่คิวว่างไม่ตรงกัน… จากรถชมเมืองจึงเปลี่ยนเป็นแค่รถไฟชมแค่ชายขอบ

 

 นี่คงเป็นเรื่องแปลกที่อาจมีแต่คนตั้งคำถามว่ามาทำไม ที่บางที่เราก็ไม่ได้ต้องการมาเที่ยว เช่นเดียวกับที่แห่งนี้เราก็ไม่ได้มาเที่ยว แค่นั่งรถไฟผ่านมาดูเท่านั้น ภาพที่เคยเห็นในทีวีตอนนั้นเรายังไม่เคยลบลืมไปเลย ก็หวังว่าทุกอย่างจะกลับมาดีดังเดิมแล้วเราคงกลับมาแวะที่นี่อีกหนนึงเนอะ 

ฟุกุชิมะครั้งแรกที่มากล้าพูดเลยว่าคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายค่ะ ยังมีอะไรอีกมากมายที่ยังต้องไปชมด้วยตัวเองแม้ว่าจะเป็นการเดินทางมาคนเดียว แต่ ตลอดทางก็ไม่ค่อยเหงาเลยค่ะ ผู้คนที่พบเจอใจดีและอบอุ่นมาก ไม่ใช่เพียงเจ้าของที่พักแต่รวมไปถึงมิตรภาพที่พบเจอระหว่างทางด้วย และกล้าบอกว่าความปลอดภัยของการมาที่นี่นั้น ปลอดภัยมากๆแน่นอน